SCGP ไตรมาส 2 กำไรลด 20% ปันผลครึ่งปี 0.25 บาท/หุ้น
บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) เผยงบไตรมาส 2 ปี 66 กำไรสุทธิ 1,485 ล้านบาท ลดลง 20% บอร์ดบริษัทเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.25 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 8 ส.ค.66 บริษัทมั่นใจครึ่งปีหลังรายได้โตต่อเนื่อง มุ่งเน้นบริหารต้นทุน เชื่อการเมืองไม่กระทบยอดขาย
เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2566 บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)หรือ SCGP ประกาศผลดำเนินงานประจำไตรมาส 2 ปี 66 มีกำไรสุทธิ 1,485 ล้านบาท ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขาย 32,216 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
EBITDA เท่ากับ 4,681 ล้านบาท ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตรา EBITDA Margin อยู่ที่ 15% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ 14%
ส่งผลให้รวม 6 เดือนแรกของปี 66 มีกำไรสุทธิ 2,705 ล้านบาท ปรับลดลง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้รวมอยู่ที่ 65,945 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยเป็นผลมาจากรายได้จากการขายลดลง จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก กระทบความต้องการบรรจุภัณฑ์ทั้งในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะสินค้าคงทนและสินค้าไม่จำเป็น
รายได้สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ครบวงจร 24,185 ล้านบาท ลดลง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากราคากระดาษของบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคลดลง รวมถึงความต้องการในอาเซียนและในประเทศจีนอยู่ในช่วงฟื้นตัว
รายได้สายธุรกิจและเยื่อกระดาษ เท่ากับ 6,847 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาของเยื่อกระดาษที่ปรับลดลง
คณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลดำเนินงานครึ่งปีแรก 66 ในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลวันที่ 9 ส.ค.66 (ขึ้นเครื่องหมาย XD 8 ส.ค.) และจ่ายเงินวันที่ 22 ส.ค. 66
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลัง 66 บริษัทจะมุ่งเน้นการบริหารในด้านต้นทุน เนื่องจากต้นทุนราคาพลังงานลดลง ต้นทุนเศษกระดาษลดลง และค่าขนส่งสินค้าที่ปรับลดลงไปมา ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้บริษัท รวมถึงจะมุ่งไปเน้นไปหาลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อยอดขาย
ด้านสินค้าบรรจุภัณฑ์ คาดว่าจะดีขึ้นในไตรมาส 3 จากการสต็อกสินค้าเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการในไตรมาส 4
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครึ่งปีหลังในอาเซียนแม้มีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ต้องติดตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการส่งออกจากอาเซียนไปยุโรป และสหรัฐฯ ที่มีการใช้จ่ายผู้บริโภคยังคงลดลง
บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ในปี 66 ที่ 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่ารายได้ในครึ่งปีหลังจะเติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อร
จริงๆ ตั้งเป้าหมายไว้ 1.6 แสนล้านบาท เวลาผ่านมาเนื่องจากสถานการณ์ไตรมาสที่ 3-4 ที่เห็นอยู่ และการตั้งรัฐบาล เราเห็นยอดขายในครึ่งปีแรกมาแล้ว ยอดครึ่งปีหลังไม่ต่ำกว่าครึ่งปีแรก ขณะเดียวกันเรื่องผลประกอบการก็ไม่ควรต่ำกว่าครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว เ
เจ้าหน้าที่บริหาร SCGP กล่าว
ส่วนเรื่องการเมืองในประเทศ มองว่า บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
ผลิตภัณฑ์ของเราถ้าแบ่งตามคอนซูเมอร์ เป็นคอนซูเมอร์ลิงก์ 71% เป็นอินดัสเทรียล 29% เพราะฉะนั้นจึงผูกกับสิ่งของเครื่องใช้ประจำงัน การเมืองจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของการเมือง เราขายของที่คนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ก็คิดว่าไม่ได้มีผลโดยตรง
นายวิชาญกล่าว
สำหรับงบลงทุนปีนี้วางไว้อยู่ที่ 18,000 ล้านบาท แบ่งงบลงทุนควบรวมกิจการ 9,000 ล้านบาท และเตรียมซื้อหุ้นเพิ่มเติม 44.48% ใน PT Fajat Surya Wisesa Tbk ประเทศอินโดนีเซีย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB